วิกฤติดุลการค้าไทยสัญญาณเตือนรัฐต้องคิดใหม่ | #
บทบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ#
ตัวเลข “การค้าไทย” เดือนเม.ย.2569 สะท้อนภาพความย้อนแย้งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยการส่งออกไทยในเดือนดังกล่าวขยายตัวได้ถึง 23.1% จากอานิสงส์การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่โตกว่า 64.6% ซึ่งได้แรงหนุนจากกระแส AI และ Data Center ที่กำลังบูมไปทั่วโลก
แต่ในทางกลับกันเรากลับต้องเผชิญการ “ขาดดุลการค้า” ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมียอดขาดดุลถึง 10,021 ล้านดอลลาร์ เป็นผลจากมูลค่าการนำเข้าที่พุ่งขึ้นถึง 45% เรียกได้ว่าเป็นการขยายตัวที่สูงกว่าการส่งออกเกือบสองเท่า
ข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ระบุว่าการนำเข้าที่พุ่งแรงสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปีนี้ มีสาเหตุหลักมาจากสินค้าเชื้อเพลิงที่ขยายตัวถึง 128.6% จากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ไทยยังต้องนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เช่น แผงวงจรไฟฟ้า เพื่อนำมาผลิตต่อเพื่อการส่งออก สะท้อนชัดว่าโครงสร้างการส่งออกของไทยยังคงต้องพึ่งพาต้นน้ำจากต่างประเทศสูง โดยทาง EIC ได้ปรับประมาณการนำเข้าทั้งปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 15.8% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์การส่งออกที่ 7.8% อย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นที่น่าห่วงสุด คือ การรุกคืบของสินค้าจีน โดยในเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียวไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 7,680 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง “อัทธ์ พิศาลวานิช” นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ วิเคราะห์ว่า นี่คือผลจากนโยบายของจีนที่เร่งระบายสินค้ามายังอาเซียนหลังจากส่งออกไปสหรัฐได้ยากขึ้นจากสงครามการค้า เขายังเตือนด้วยว่าไทยยังขาดมาตรการกีดกันที่เข้มงวดเพียงพอ ทำให้สินค้าจีนเข้ามาแข่งกับ SMEs ไทยที่กำลังเผชิญต้นทุนน้ำมันที่สูง จนผู้ประกอบการหลายรายสู้ราคาไม่ไหวและอาจต้องปิดกิจการในที่สุด
ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน “นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ชี้ให้เห็นว่ามูลค่านำเข้าน้ำมันดิบที่พุ่งสูงตามราคาตลาดโลกจะเป็นปัจจัยกดดันให้การนำเข้าอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ “อัทธ์” ที่ย้ำว่าไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเกือบ 95% โดยมาจากตะวันออกกลางถึง 60% ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
สำหรับการก้าวข้ามวิกฤตินี้ “อัทธ์” เสนอแนะให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมการใช้สินค้าในประเทศ (Local Content) โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และควรพิจารณาหาแหล่งพลังงานใหม่จากรัสเซียหรือแอฟริกาเพื่อกระจายความเสี่ยง ขณะที่ข้อมูลจาก EIC เตือนให้ระวังปัจจัยลบระยะข้างหน้า ทั้งมาตรการกำแพงภาษีมาตรา 301 จากสหรัฐที่อาจกระทบสินค้าไทย และปัญหาภัยแล้งจากเอลนีโญที่อาจฉุดรั้งผลผลิตภาคเกษตรในช่วงครึ่งปีหลัง ไทยจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งพาตนเองได้มากขึ้นและสร้างเกราะป้องกันทางการค้าที่แข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่
#
กรุงเทพธุรกิจ# #
InsightForOpportunities# #
กรุงเทพธุรกิจEconomic#